08 Jan 2020

'เกาหลี' ลดโควตาข้าวไทย ตามข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยความตกลงดับเบิลยูทีโอสำหรับการจัดสรรโควตาข้าวเกาหลีใต้ ไทยได้โควตาลดลงเหลือ 2.8 หมื่นตัน จากเดิม 2.9 หมื่นตัน เหตุราคาแพงเกินคู่แข่ง


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค.63 เกาหลีได้กำหนดปริมาณโควตารายประเทศสำหรับการนำเข้าข้าว ภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) รวมทั้งสิ้น 408,700 ตัน ซึ่งนำไปจัดสรรใน 2 ลักษณะ คือ โควตารายประเทศ และโควตาทั่วไปสำหรับสมาชิกดับบลิวทีโอ โดยโควตารายประเทศ ได้จัดสรรให้กับ 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย 15,595 ตัน, จีน 157,195 ตัน, ไทย 28,494 ตัน, สหรัฐ 132,304 ตัน และเวียดนาม 55,112 ตัน อัตราภาษีในโควตา 5% ส่วนโควตาทั่วไป จัดสรร 20,000 ตัน


"โควตาของไทยในครั้งนี้ ได้ที่ 28,494 ตัน ลดลงจากครั้งก่อนเล็กน้อย โดยปริมาณที่ไทยได้รับการจัดสรร มาจากสถิติส่งออกย้อนหลัง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เกาหลีใต้นำเข้าข้าวไทยน้อยลง เพราะราคาแพงกว่าคู่แข่งมาก อย่างไรก็ตามการที่ไทยยังได้รับการจัดโควตา แม้จะลดลง แต่ถือว่าดี"


ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การที่ไทยได้รับการจัดสรรโควตาลดลง ไม่ถือว่า "เกาหลี" การลดโควตาข้าวไทย ตามข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ มีอะไรผิดปกติ เพราะในแต่ละปี เกาหลีใต้นำเข้าข้าวจากไทยน้อยอยู่แล้ว อย่างปี 2562 เกาหลีใต้นำเข้าจากไทยประมาณ 10,000 ตัน จากโควตาที่ได้รับที่ 29,963 ตัน เพราะราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทั้งจีน เวียดนาม ส่งผลให้เกาหลีใต้นำเข้าจาก 2 ประเทศนี้ รวมถึงนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น จนทำให้ได้โควตาเพิ่มขึ้นมาก


"ราคาข้าวไทยไม่เอื้ออำนวยเลย อย่างข้าวขาวอยู่ที่ตันละ 420 ดอลลาร์ แต่เวียดนาม 360 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกจะพยายามคงปริมาณการส่งออกไว้ให้ได้ใกล้เคียงกันในแต่ละปี เพื่อให้ยังคงได้รับการจัดสรรโควตาต่อไป แม้เกาหลีใต้จะไม่ใช่ตลาดใหญ่สำหรับข้าวไทย แต่การมีโควตาดีกว่าไม่ได้เลย"


เกาหลีใต้นิยมบริโภคข้าวเมล็ดสั้นเหมือนญี่ปุ่น แต่ไทยมีข้าวเมล็ดยาว จึงหันไปนำเข้าจากเวียดนาม สหรัฐ และจีน แม้ที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมการประมูลขายให้กับเกาหลี แต่ราคาเสียเปรียบคู่แข่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โควตาที่ไทยได้รับการจัดสรรครั้งนี้น้อยกว่าครั้งก่อน แต่ประเทศคู่แข่งอื่นกลับได้เพิ่มขึ้น โดยเวียดนามได้ถึง 55,112 ตัน จากเดิม 45,400 ตัน, สหรัฐได้ 132,304 ตัน จากเดิม 100,901 ตัน แต่ไทยได้ 28,494 ตัน จากเดิม 29,963 ตัน ขณะที่ออสเตรเลีย เป็นประเทศใหม่ที่เพิ่งได้รับการจัดสรรโควตาในครั้งนี้ ส่วนจีนได้ 157,195 ตัน จากเดิม 166,070 ตัน